|
ชะลอความชรา ลดรอยเหี่ยวย่น
ริ้วรอย คือ เส้นเล็ก หรือ รอยพับย่น ที่ปรากฎขึ้นบนผิวหนัง เป็นผลสืบเนื่องจาก ผิวหนังชั้นในสุดถูกทำลาย เป็นสัญญาณบ่งบอกถึงความชรา ซึ่ง ความชราก็เป็นกระบวนการที่ต้องเกิดขึ้นกับพวกเราทุกคน ผิวหนังแก่และเสื่อมลงทุกนาที ในความเป็นจริงแล้วผิวหนังจะใช้เวลาในการสร้างเซลล์ผิวใหม่เพื่อทดแทนเซลล์ผิวที่ตายแล้วราวๆ 4 สัปดาห์ แต่พบว่ามีหลายๆ ปัจจัยที่เร่งขบวนการผลัดเปลี่ยนเซลล์ผิวให้เกิดเร็วขึ้นกว่านั้น อันได้แก่ รังสียูวี มลพิษทางอากาศ การสูบบุหรี่ อาหาร และระดับความเครียด ฯลฯ
รังสียูวี ที่ส่งผลกระทบต่อผิวหนังนั้น แบ่งเป็น 2 ชนิดตามลักษณะของคลื่นแสง ได้แก่ รังสียูวีเอ และ รังสียูวีบี
รังสียูวีบี จะมีความยาวคลื่นที่สั้นกว่ารังสียูวีเอ จึงก่อให้เกิดผลเสียต่อผิวหนังชั้นนอก เป็นสาเหตุหลักของแสงแดดเผาไหม้ และกระตุ้นการสร้างเม็ดสีเมลานิน ส่วนรังสียูวีเอจะแทรกซึมได้ลึกกว่าและรุนแรงกว่า ดังนั้นจึงส่งผลเสียแก่เส้นใยคอลลาเจนบริเวณผิวหนังชั้นใน นำไปสู่การเกิดริ้วรอยตามมา
แอสตาแซนตินจะดักจับอนุมูลอิสระที่ผลิตออกมาขณะที่มีการสัมผัสแสงแดด จึงทำให้ผิวหนังสามารถเกิดกระบวนการสร้างใหม่ได้อย่างสมบูรณ์และเหมาะสมมากขึ้น และจากผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่าแอสตาแซนตินสามารถลดริ้วรอยและเพิ่มความยืดหยุ่นให้แก่ผิวหนังได้
กลไกการทำงานของแอสตาแซนตินพิสูจน์แล้วว่าช่วยป้องกันเซลล์จากการเกิดการแก่ก่อนวัย และการถูกทำลาย ดังนั้น ผลประโยชน์ที่ทราบในปัจจุบันได้แก่ บำรุงสุขภาพผิว เพิ่มความแข็งแรงของการทำงานของกล้ามเนื้อ และ เพิ่มความทนทาน ช่วยลดอาการของภาวะธาตุพิการ (อาหารไม่ย่อย) ช่วยในการมองเห็น
ฟื้นฟูสภาพผิว
แอสตาแซนตินมีความสำคัญในการช่วยคงความสดใสและดูมีสุขภาพดีของผิวหนัง อาหารที่ไร้ซึ่งสารต้านอนุมูลอิสระ วิตามินและแร่ธาตุ รวมถึง มลภาวะ การสูบบุหรี่ และรังสียูวี ส่งผลให้ผิวหนังของเราหม่นหมองและไร้ชีวิตชีวา แอสตาแซนตินปกป้องผิวหนังจากการเข้าทำร้ายของอนุมูลอิสระ ยิ่งไปกว่านั้น ยังช่วยฟื้นฟูสภาพผิวหลังจากการโดนแสงแดด และ รังสียูวีเอ ยูวีบีแผดเผาอีกด้วย พบว่า รังสียูวี และมลพิษทางอากาศ จะดึงเอาสารอาหารที่จำเป็นต่อการใช้เป็นเกราะกำบังของผิวหนัง ผลที่ตามมาคือ ผิวหนังจะเริ่มแห้งและไร้สุขภาพดูหมองคล้ำ แอสตาแซนตินจะออกฤทธิ์ช่วยให้ผิวหนังที่แห้งคล้ำกลับมีความชุ่มชื้น เพิ่มน้ำและความยืดหยุ่น มอบน้ำมันธรรมชาติแก่ผิว และช่วยให้เกิดความสมดุลของเกราะกำบังผิว
ปกป้องเซลล์ในร่างกาย ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพ
เช่น โรคเบาหวาน เป็น สภาวะความผิดปกติที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูง มีสาเหตุมากจากการทำงานผิดปกติของฮอร์โมนอินซูลิน (สร้างจากตับอ่อน) ซึ่งมีหน้าที่ในการเก็บน้ำตาลกลับไปไว้ที่ตับและกล้ามเนื้อ ส่งผลให้มีระดับน้ำตาลในกระแสเลือดสูงตามมา
มีผลการศึกษาพบว่า อนุมูลอิสระที่เหนี่ยวนำ มาจากภาวะน้ำตาลในเลือดสูงนั้น เป็นส่วนหนึ่ง ในการส่งผลให้มีการดำเนินของโรคและอาการแทรกซ้อน จากโรคเบาหวานขึ้น ได้แก่ ตาบอด ไตวาย ถูกตัดแขนหรือขา
ตับอ่อนเป็นอวัยวะที่เสี่ยงกับการถูกทำลายจากอนุมูลอิสระ แอสตาแซนตินก็สามารถป้องกันเซลล์ตับอ่อนจากการทำลายได้ มีผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า แอสตาแซนติน ลดการดำเนินของโรค โดยชะลอความเป็นพิษของน้ำตาลกลูโคสและการทำลายไต
ช่วยเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อดวงตา
ความเมื่อยล้าของดวงตาเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในปัจจุบัน เมื่อเราใช้สายตาเพ่งกับงานที่มีความละเอียดสูงเช่น การอ่านหนังสือ, การทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ กล้ามเนื้อตาชั้นในจะหดตัวมากขึ้นเป็นสาเหตุให้ระคายเคืองดวงตา ตาแห้ง และไม่สบายตา
ผลการศึกษาพบว่า แอสตาแซนตินมีผลดีในการลดความเมื่อยล้าของดวงตา
แอสตาแซนตินลดความเมื่อยล้าของดวงตาและช่วยปรับโฟกัสของดวงตาได้อย่างไร? แอสตาแซนตินต่อต้านการทำลายของอนุมูลอิสระ เนื่องจาก มีคุณสมบัติละลายในไขมันจึงสามารถซึมผ่านเยื่อหุ้มเซลล์ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเยื่อหุ้มเซลล์สองชั้นที่กล้ามเนื้อตา แอสตาแซนตินช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือดที่เส้นเลือดฝอยที่มาเลี้ยงจอตา กล่าวคือ เลือดจึงสามารถมาหล่อเลี้ยงกล้ามเนื้อที่ทำหน้าที่ปรับย่อขยายเลนส์ตาได้ดีขึ้น
หากเรามีการเพ่งที่หนังสือ หรือหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน กล้ามเนื้อดังกล่าวเกิดการหดตัวมากขึ้น ผลที่ตามมาคือการปรับภาพแย่ลง
ดังนั้น แอสตาแซนตินจะช่วยเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อดวงตาทำให้การปรับภาพชัดเจนขึ้นและช่วยลดความเมื่อยล้าจากการหดตัวของกล้ามเนื้อดังกล่าวอีกด้วย
ช่วยเพิ่มความทนทานของกล้ามเนื้อ
ในปี 1998 Malmsten (สถาบัน Karolinska, ประเทศสวีเดน) ทำศึกษาแบบสุ่มและปกปิดทั้งสองฝ่าย ร่วมกับการใช้ยาหลอกในผู้ชายสุขภาพดี ซึ่งได้รับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารแอสตาแซนธินขนาด 4 มิลลิกรัมต่อวันเป็นเวลา 6 เดือน การทดสอบการออกกำลังกายแบบมาตรฐานแสดงให้เห็นว่า ค่าเฉลี่ยแล้วจำนวนครั้งของการย่อเข่าเพิ่มขึ้น เฉพาะกลุ่มทดลองที่ได้รับแอสตาแซนธินเป็นเวลา 3 เดือน และเมื่อได้รับเป็นเวลา 6 เดือนกลุ่มทดลองจะสามารถย่อเข่าเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ การค้นพบนี้แสดงว่าแอสตาแซนธินช่วยเพิ่มระดับความทนทานของร่างกายได้นั่นเอง
นอกจากนี้ Sawaki และคณะ(2002) แห่งมหาวิทยาลัยจุนเทนโด ประเทศญี่ปุ่น ทำการวิจัยนักกรีฑาประเภทลู่วิ่ง 1200 เมตร ซึ่งได้รับแอสตาแซนธิน 6 มิลลิกรัมต่อวันเป็นเวลา 4 สัปดาห์ พบว่าร่างกายของนักกีฬามีกรดแลคติกน้อยลง เมื่อร่างกายทำกิจกรรมที่ต้องใช้พละกำลังมหาศาลนั้น กรดแลคติกจะเกิดจากกระบวนการเผาผลาญพลังงานแบบไม่ใช้อากาศ หรือเกิดจากภาวะที่ออกซิเจนไม่เพียงพอต่อความต้องการของกล้ามเนื้อ ภายใต้สภาวะดังกล่าว หากระดับกรดแลกติกของร่างกายลดต่ำลง จะหมายถึงความสามารถด้านความทนทานของกล้ามเนื้อที่เพิ่มขึ้น
|